Ulthera PRIME ยกกระชับ ปรับรูปหน้าเรียว ดียังไง ราคาเท่าไร
ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

Ulthera Prime เทคโนโลยียกกระชับระดับพรีเมียม
ปลอดภัย ให้ผลลัพธ์นาน
Ulthera Prime เป็นหนึ่งในเทคโนโลยียกกระชับผิวรุ่นล่าสุด ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม ด้วยจุดเด่นด้านความแม่นยำ ความปลอดภัยสูง และยังให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา ดังนั้นโปรแกรม Ulthera Prime จึงเหมาะมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว และผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาว
โปรแกรม Ulthera Prime คืออะไร?
Ulthera Prime คือเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถูกพัฒนามาจาก Ultherapy SPT ของบริษัท Merz Aesthetics ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหัตถการยกกระชับแบบใหม่อย่างแท้จริง
( non – invasive skin lifting และ tightening device )
มีระบบประมวลผล และอัตรารีเฟรชที่เร็วขึ้น ทำให้ประหยัดเวลาในการรักษา และยังเจ็บน้อยลง โดยมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 35% ทำให้ภาพคมชัดขึ้น แพทย์จึงสามารถมองเห็นชั้นผิวได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การรักษาแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส Capacitive ที่ตอบสนองรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ทีมแพทย์ขณะทำหัตถการ
โปรแกรม Ulthera Prime ทำงานอย่างไร?
Ulthera Prime ทำงานโดยใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบเฉพาะเจาะจง ( Micro – Focused Ultrasound; MFU ) เพื่อส่งพลังงานความร้อนเจาะลึกเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ลงไปยังชั้นผิวหนังชั้น ( SMAS ) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้าอย่างแม่นยำ
โดยความร้อนที่ออกมาจะเป็นรูปแบบจุดไข่ปลา มีอุณหภูมิ 60 – 70 องศาเซลเซียส โฟกัสที่ชั้นลึกใต้ผิว ซึ่งแตกต่างจาก laser หรือ radiofrequency ที่ออกฤทธิ์บนผิวเป็นหลัก จึงส่งผลให้ผิวเกิดการหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน ทำให้คุณภาพผิวดีขึ้น และยกกระชับผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

กลไกการทำงาน Step – by – Step
Step ที่ 1 : Visualization ก่อนรักษา
ก่อนส่งพลังงาน แพทย์จะเห็นภาพแบบ real – time ultrasound ของชั้นเนื้อเยื่อผ่านหน้าจอ Full HD ที่ชัดถึงระดับ 8 mm ทำให้มองเห็นชั้น epidermis, dermis, SMAS และโครงสร้างสำคัญ เช่น หลอดเลือดและกระดูก ก่อนตัดสินใจยิงปล่อยพลังงานลงไปใต้ผิวหนังด้านล่าง โดยสามารถกำหนดชั้นที่ต้องการเพื่อทำการรักษา ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้ Ultherapy Prime มีประสิทธิภาพแม่นยำ และปลอดภัยกว่า HIFU ทั่วไปที่ปล่อยพลังงานแบบ blind ซึ่งไม่สามารถกำหนดชั้นที่จะทำการรักษาได้
Step ที่ 2 : Focused Energy Delivery
พลังงาน ultrasound จะถูกโฟกัสไปยังจุดเป้าหมายใต้ผิว และสร้าง Thermal Coagulation Points ( TCP ) เฉพาะจุดที่อุณหภูมิ 60 – 70 องศาเซลเซียส โดยไม่ทำร้ายชั้นผิวที่พลังงานผ่านไป เปรียบเหมือนกับการที่แสงแดดส่องผ่านแว่นขยายไปเผาที่จุดๆ เดียว และยังสามารถกำหนดชั้นที่ต้องการ เพื่อทำการรักษาได้อย่างแม่นยำ
Step ที่ 3 : Dual Response
Collagen เดิมจะหดตัวจากความร้อน Immediate contraction ทันทีหลังรักษา Fibroblast กระตุ้นการสร้าง collagen และ elastin ใหม่ในช่วง 2 – 3 เดือน จากนั้นชั้นกล้ามเนื้อ/พังผืดถูก remodel ยกกระชับทั้งโครงสร้าง ( SMAS remodeling ) และในเวลา 1 – 3 เดือน การรักษาได้ถึงชั้น SMAS ซึ่งคือจุดที่ทำให้ Ultherapy Prime ให้ผลลัพธ์ structural lifting ซึ่งแตกต่างจาก energy based device อื่นๆ ที่รักษาได้แค่ชั้นผิวด้านบนเพียงอย่างเดียว

จุดเด่นของโปรแกรม Ulthera Prime
- ระบบประมวลผลเร็วขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้ใช้เวลาในการทำหัตถการน้อยลง จึงช่วยลดความรู้สึกขณะกำลังทำ ทำให้เจ็บน้อยลงมาก
- หน้าจอแสดงผลแบบ Full HD และใหญ่ขึ้น 35% ทำให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างผิวได้ชัดเจนขึ้น การรักษาจึงแม่นยำมากขึ้น ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น
- ดีไซน์ใหม่ ทันสมัย กะทัดรัด ทำให้ใช้งานได้คล่องตัวขึ้น เคลื่อนย้ายง่าย สะดวกต่อการใช้งานและการจัดเก็บ
- เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น
- เห็นผลลพธ์ยาวนาน 1 – 2 ปี
โปรแกรม Ulthera Prime ช่วยอะไร เหมาะกับใคร?
Ulthera Prime เป็นหัตถการที่ได้รับการรับรองจาก FDA จึงมั่นใจได้ถึงผลลัพธ์และความปลอดภัย โดยสามารถทำได้ครอบคลุมทั้ง face, neck และ body
ใบหน้าและลำคอ ( Face & Neck )
• ยกกระชับผิวหน้า ( non-invasive lifting )
• ยกบริเวณคิ้วและหน้าผาก ( brow lift )
• ยกกระชับผิวบริเวณคอที่หย่อนคล้อย
• ลดริ้วรอยบริเวณหน้าอก
ร่างกาย ( Body ) รับรองในปี 2025
• กระชับผิวหน้าท้องที่หย่อนคล้อย
• กระชับผิวต้นแขนด้านหน้า
• กระชับผิวต้นแขนด้านหลัง ( แขนค้างคาว )
กลไกออกฤทธิ์ โปรแกรม Ulthera Prime
Ulthera Prime ส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง เปลี่ยนเป็นความร้อน ที่อุณหภูมิ 60 – 70°C ใต้ผิวลงลึกเข้าสู่ชั้น SMAS ( Superficial Musculoaponeurotic System ) เกิดกระบวนการ thermal coagulation ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในผิวดังนี้ :
- การหดตัวของคอลลาเจนในทันที ส่งผลให้เกิดการยกระชับผิวทันที ( immediate contrction )
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินขึ้นใหม่ในช่วง 2 – 3 เดือนถัดมา
- ฟื้นฟูชั้น SMAS remodeling ส่งผลให้เกิดการยกกระชับโครงสร้างจากชั้นลึก

โปรแกรม Ulthera Prime เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่อายุ 35 – 65 ปี ที่มีผิวหย่อนคล้อยในระดับน้อยถึงปานกลาง mild – to – moderate skin laxity
- ผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้า ร่องแก้ม และใต้ตา
- ผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
- ผู้ที่ต้องการมีผิวที่อ่อนเยาว์
- ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย และริ้วรอยใต้คอ
- ผู้ที่ต้องการเก็บกรอบหน้าให้ชัด รูปหน้าเรียวได้รูป
- ผู้ที่ต้องการกระชับผิวหน้าท้อง และต้นแขน
- สามารถทำเป็น maintenance หลัง facelift หรือ ก่อน aging ชัดเจน
โปรแกรม Ulthera Prime ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนทำ?
- เข้าปรึกษาแพทย์ก่อน ทำประวัติ ตรวจสภาพผิว และวางแผนจุดยิง
- แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ทานประจำ อาหารเสริม และการแพ้ยา
- แจ้งหัตถการที่เพิ่งทำบนใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์ ร้อยไหม เลเซอร์ ฯลฯ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด น้ำดื่มให้พอในช่วงก่อนทำ
- มาคลินิกด้วยใบหน้าสะอาด ไม่แต่งหน้า ไม่ทากันแดดหรือสกินแคร์หลายชั้น
- งดสกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์/ระคายเคืองง่าย ( Retinol, AHA, BHA ฯลฯ ) ล่วงหน้า 2 – 3 วัน
- หลีกเลี่ยงการนวดหน้า แวกซ์หน้า หรือสครับแรงๆ ก่อนทำ
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการงดแอลกอฮอล์ และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดตามความเหมาะสม
โปรแกรม Ulthera prime กี่ไลน์ถึงเห็นผลชัด?
- จำนวนไลน์ 100 – 300 สามารถใช้แก้ปัญหาเฉพาะบริเวณ
เช่น รอบตา หน้าผาก - โดยทั่วไปจะใช้ประมาณ 300 – 800 ไลน์
ในกรณีที่ต้องการเห็นผลชัดเจน - กรณีที่ต้องการยกกระชับเต็มทั้งหน้าและคอ มีระดับหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก ใช้ 1000 – 1200 ไลน์ถึงจะครอบคลุมและเห็นผลยกกระชับชัดเจน
- จำนวนไลน์สามารถปรับเพิ่มลดตามอายุ ระดับความหย่อนคล้อย โครงหน้า บริเวณที่ต้องการรักษา และเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์เป็นผู้ประเมิน personalized protocol ก่อนทำการรักษา โดยวางแผนออกแบบจำนวนไลน์ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
- 1 session เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ สามารถพิจารณาทำ Session ที่ 2 ในผู้ที่มี ความหย่อนคล้อยมาก หรือต้องการ touch – up หลัง 3 – 6 เดือน
- จำนวนไลน์ที่เหมาะสม มีดังต่อไปนี้
- ทั่วหน้า ( Full face ) 600 – 700 lines
- ทั่วหน้า + คอ 1000 – 1200 lines
- คอ ( เฉพาะ ) 550 – 600 lines
- Décolleté ~800 lines
- รอบดวงตา / คิ้ว 200 lines
- แก้ม (Cheeks) 300 lines
- แก้ม + เหนียง ( Double chin ) 500 lines
ปัจจัยที่เพิ่มผลการรักษาด้วยโปรแกรม Ulthera Prime
• กำหนดชั้นที่ทำการรักษาที่ต้องการให้แม่นยำ โดยอ่านภาพ real – time ultrasound ของชั้นเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อปล่อยพลังงานให้ถูกชั้นที่ต้องการรักษา ตามการประเมิน aging pathology ก่อนการรักษา การเข้าใจปัญหาผิวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาที่ตรงจุด
• จำนวนไลน์ : ตัวเลข lines เป็นแค่ guideline ส่วนสิ่งที่สำคัญกว่าคือ คุณภาพของการส่งพลังงานไปตรงชั้น SMAS จริงๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับ real – time visualization และประสบการณ์ของแพทย์ มากกว่าจำนวน lines สูงๆ เช่น การทำ 700 lines ที่ถูกชั้นถูกตำแหน่ง จะให้ผลลัพธ์ดีกว่าการทำ 1,200 lines แบบไม่แม่นยำ
• ข้อมูลสำคัญที่หลายคนมองข้าม : จำนวน lines มากขึ้น เท่ากับผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานขึ้น
- 100 – 300 lines จะให้ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน
- 600 lines จะให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือนขึ้นไป
- 1,000+ lines จะให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน หรือมากกว่า
โปรแกรม Ulthera Prime ราคาเท่าไหร่?
ในส่วนของโปรแกรม Ulthera Prime ราคาของแต่ละที่อาจไม่เท่ากัน ซึ่งมักขึ้นอยู่กับ จำนวนไลน์ พื้นที่ และมาตรฐานของคลินิก สำหรับท่านที่สนใจและอยากทราบโปรโมชั่นอัปเดตล่าสุด สามารถ สอบถามราคาคลิก (ลิงก์ไลน์) เพื่อให้ทีมงานช่วยประเมินสภาพผิวเบื้องต้นและแนะนำแพ็กเกจที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้เลยค่ะ
โปรแกรม Ulthera Prime รีวิว ผลลัพธ์ก่อน – หลัง




เปรียบเทียบ Ulthera Prime กับเทคโนโลยีอื่น
Ulthera Prime vs Ultraformer III/ MPT vs HIFU
ทั้งสองใช้พลังงาน ultrasound ลึกถึงชั้น SMAS เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในด้านเทคโนโลยี ความแม่นยำ และผลลัพธ์ ดังนี้
- Ultherapy Prime ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์แบบ MFU – V มี Visualization เห็นชั้นผิวจริง ขนาดจุดโฟกัสคมชัด ยิงพลังงานถึงชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ ช่วยยกหน้าได้ชัด และให้ผลลัพธ์อยู่ได้ยาวนาน 1 – 2 ปี แต่ราคาจะสูงกว่า HIFU ทั่วไป
- Ultraformer III จัดอยู่ในกลุ่ม HIFU ไม่มีภาพชั้นผิว เน้นยกกระชับและช่วยลดไขมันบางส่วน มีหัวยิงพิเศษ Macro Focused Ultrasound ปล่อยพลังงานเป็น 17 จุด ( dots ) ต่อ shot แบบ one – way เรียงทีละจุด สำหรับสลายไขมันบริเวณ double chin, เหนียง ซึ่ง Ultherapy Prime ไม่มี มีหัวยิง Transducer ลึกกว่า มีขนาดหัวยิงที่ 2.0, 6.0, 9.0 mm เหมาะกับชั้นไขมันในผู้ที่มีไขมันใต้ผิวหนังหนา และใช้สำหรับ Body contouring ส่วนผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 6 – 8 เดือน เหมาะกับคนที่งบประมาณจำกัด แต่อยากได้การยกกระชับระดับกลางๆ
- Ultraformer MPT จัดอยู่ในกลุ่ม HIFU สามารถปล่อยพลังงานได้ถึง 417 TCP ต่อ shot แบบ linear ต่อเนื่อง และมีความหนาแน่นมากกว่าถึง 25 เท่า ไม่มี real – time visualization เหมือนกับ Ultherapy Prime ทำให้ความแม่นยำขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ มีหัวยิงพิเศษเฉพาะ MPT ได้แก่ หัวยิง Ultraboost ใช้ Rotational Ultrasound Technology ส่งพลังงานแบบหมุน ไม่ใช่ linear
- เหมาะกับบริเวณผิวบางละเอียด เช่น รอบดวงตา, ปรับคุณภาพผิว skin quality และทำให้ผิวขาว skin brightening, กระตุ้นผิวหนังชั้นบน ให้ผิวใสโกลว์และเรียบเนียน Ultraformer MPT ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงโดยเฉพาะในกลุ่มที่ ต้องการผลยกกระชับชัดเจนในงบประมาณที่เข้าถึงได้ ระยะเวลา downtime น้อย และเจ็บน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง และต้องการทั้งการยกกระชับ และ ลดไขมันใต้คางในครั้งเดียว แต่ต้องทำซ้ำทุกๆ 6 เดือน เพื่อคงผลลัพธ์การรักษา ส่วนใหญ่เห็นผลการรักษาแม้เพียง 1 session และบางรายอาจต้องทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง
HIFU ย่อมาจาก “High – Intensity Focused Ultrasound” “คลื่นเสียงความถี่สูงชนิดโฟกัส” หรือ “อัลตราซาวด์พลังงานสูงแบบโฟกัสจุด” ทำงานโดยส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงโฟกัสไปยังจุดเป้าหมายใต้ผิว สร้างความร้อน 60 – 70°C เฉพาะจุดนั้น ซึ่งไม่ทำลายชั้นผิวด้านบนที่พลังงานผ่านไป ใช้หลักการเดียวกับแว่นขยายรวมแสงแดดไปเผาจุดเดียว โดยทั่วไปส่วนใหญ่ HIFU จะไม่มีจอภาพชั้นผิว จะยิงแบบ blind จึงไม่เห็นโครงสร้างพลังงาน ในส่วนของมาตรฐานเครื่อง HIFU มีหลากหลาย ซึ่งให้ผลยกกระชับที่สั้นกว่า ความชัดและความสม่ำเสมอของผลลัพธ์อาจไม่เท่ากับ Ultherapy Prime จึงเหมาะกับคนที่เน้นการประหยัด มีงบไม่สูงมาก
ผิวชั้น SMAS ของแต่ละคนอยู่ลึกไม่เท่ากัน บางคนอยู่ที่ 3.5 mm บางคนอยู่ที่ 5 mm ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความหนาของไขมันใต้ผิว การที่ Ultraformer ยิงแบบ blind โดยมองไม่เห็น ไม่มี visualization และไม่สามารถวางแผนตำแหน่งชั้นที่จะยิงได้อย่างแม่นยำ ทำให้เสี่ยงที่พลังงานจะไปไม่ถึงชั้น SMAS จริงๆ หรือในทางกลับกัน อาจไปโดนโครงสร้างที่ไม่ต้องการ เช่น เส้นประสาทหรือหลอดเลือด ดังนั้นการที่ Ultherapy Prime สามารถมองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ได้ ก็จะทำให้ยิงได้ถูกชั้น แม่นยำกว่า และหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้ดีกว่า
มุมมองแพทย์เฉพาะทาง

สรุปหลักคิดสำหรับการเลือก
- Ultherapy Prime ให้ความปลอดภัยและการออกฤทธิ์ที่ยาวนานกว่า แม้ราคาจะสูงกว่า
- Ultraformer III/MPT เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หากต้องการสลายไขมันร่วมด้วย หรือมีงบประมาณจำกัด ซึ่ง MPT ทำได้มากกว่า HIFU ทั่วไป โดยมีนวัตกรรมที่สำคัญ คือ Ultraboost handpiece ซึ่งสามารถปรับคุณภาพผิว skin quality ในระดับชั้นหนังแท้ด้านบนได้ด้วย ทำให้ MPT เป็นเครื่องที่ตอบโจทย์ได้ครบทั้ง structural lifting และ skin quality improvement ในเครื่องเดียว แม้ยังไม่มี real – time visualization เหมือน Ultherapy Prime
- อย่างไรก็ดี แพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้ทั้งสองตัวร่วมกัน ทั้ง Ultherapy Prime สำหรับ structural lifting ชั้น SMAS และ Ultraformer MPT สำหรับกระชับผิวและลดไขมัน fat reduction เฉพาะจุด
Ulthera prime vs Thermage flx
ทั้งสองเป็นที่ยอมรับระดับ gold standard ของ non – invasive skin tightening แต่ใช้พลังงานคนละชนิด และออกฤทธิ์คนละชั้นผิว ทำให้ผลลัพธ์และข้อบ่งใช้แตกต่างกัน ดังนี้
- Ultherapy Prime ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ยิงลึกถึงชั้น SMAS โดยเน้นการยกดึงโครงหน้าขึ้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด มีหนังตาตก
- Thermage ใช้คลื่นวิทยุ ( RF ) ยิงกว้างในชั้นหนังแท้และชั้นไขมันตื้นๆ เน้นทำให้ผิวตึงแน่นขึ้น ริ้วรอยตื้นลง ผิวเรียบเนียน จึงเหมาะกับคนที่โฟกัสเรื่องเนื้อผิว และความละเอียดผิวมากกว่าการยกโครงหน้า
เลือก Ultherapy Prime เมื่อ
- ต้องการยกกระชับโครงสร้าง กรามชัด คอกระชับ และคิ้วยก
- มีปัญหาผิวหน้าและคอหย่อนคล้อย ต้องการยกกระชับระดับโครงสร้างลึกถึงชั้น SMAS
- ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน 12 – 24 เดือน
- เลือก Thermage FLX เมื่อ
- ต้องการผิวกระชับ เรียบเนียน มากกว่าการยกโครงสร้าง
- มีปัญหาผิวย่นยับ มีริิ้วรอย ( crepe skin, fine texture) และต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดีขึ้น
- ต้องการรักษารอบดวงตา ซึ่ง Thermage มี FDA indication ที่ Ultherapy Prime ไม่มี
- ต้องการความเจ็บน้อยกว่า และมีความอดทนต่อความเจ็บปวดต่ำ
ทำไม Ulthera PRIME ถึงแตกต่างจากหัตถการยกกระชับ
เครื่องอื่นๆ ?
Ultherapy Prime ให้ผลยกกระชับระดับโครงสร้างลึกถึงชั้น SMAS ( Deep lifting )
- Thermage FLX ให้ผลกระชับผิวด้านบนในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวด้านบนเรียบเนียนกระชับ และช่วยทำให้คุณภาพผิวดีขึ้น
- ใช้ทั้งสองตัวร่วมกัน ทำการรักษาในวันเดียวกัน เพราะออกฤทธิ์คนละชั้น Ultherapy Prime ทำหน้าที “ยก” จากชั้น SMAS ขึ้นมา ร่วมกับ Thermage FLX ให้ผล “กระชับ” ผิวจากชั้นหนังแท้ dermis ลงไป ทั้งสองช่วยเสริมกันในทิศทางตรงข้าม เพื่อผลลัพธ์ที่ครบถ้วน ซึ่งผลที่ได้คือเป็นการรักษาที่ครบทุกมิติ ตั้งแต่ชั้นลึกถึงผิวชั้นบน ที่ไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องเดียวอย่างสมบูรณ์
- Ulthera Prime vs Morpheus8
- Ultherapy Prime ใช้พลังงานอัลตราซาวนด์ยิงจากด้านนอกผิวลงลึก เพื่อยกและดึงโครงสร้างชั้นลึก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อน กรอบหน้าตก แต่พื้นผิวหน้าโดยรวมยังเรียบดี
- Morpheus8 เป็นเครื่อง RF Microneedling ใช้เข็ม insulated needles เล็กๆ ปล่อยคลื่นวิทยุ ( RF ) โดยที่มีการปล่อย RF เฉพาะที่ปลายเข็มด้านล่าง ไม่ใช่ผิวชั้นบน ทำให้ปลอดภัยกับผิวสีเข้ม ( Fitzpatrick IV – VI ) มากกว่า fractional laser อย่างไรก็ตามในผิวคนไทยที่มีแนวโน้มในการเกิดรอยดำหลังหัตถการได้ง่าย post – inflammatory hyperpigmentation ( PIH ) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดน้อย แต่ยังคงต้องระวังและเตรียมผิวให้พร้อมก่อนทำ เน้นฟื้นฟูเนื้อผิว กระชับรูขุมขน รอยสิว ความไม่เรียบ และช่วยกระชับในระดับตื้นถึงกลาง เหมาะกับคนที่มีทั้งปัญหาริ้วรอย หลุมสิว และผิวไม่เรียบ สามารถทำร่วมกับ Ultherapy Prime เพื่อได้ผลทั้งยกโครง และรีเซ็ตผิวไปพร้อมกันได้ ส่วนระยะพักรักษาตัว downtime 3 – 7 วัน
- ใช้ทั้งสองตัวร่วมกัน ทำการรักษาในวันเดียวกัน เพราะออกฤทธิ์คนละชั้น Ultherapy Prime ทำหน้าที่ยกจากชั้น SMAS ขึ้นมา ร่วมกับ Morpheus8 ที่ให้ผลกระชับผิวแบบ Inside – Out Rejuvenation หรือ สามารถทำ Ultherapy Prime ก่อน 1 – 3 เดือน แล้วตามด้วย Morpheus8 series หรือสลับ session ตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ทั้งการยกโครง structural foundation และรีเซ็ตพื้นผิว surface perfection

ผลข้างเคียงหลังทำโปรแกรม Ulthera Prime ที่ควรรู้?
- ระหว่างทำจะมีความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ อุ่นๆ ใต้ผิว โดยเฉพาะแนวกรอบหน้า ใต้คาง รอบดวงตา แม้จะทายาชาแล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เป็นระดับที่พอทนได้.
- หลังทำอาจมีหน้าแดง บวมตึง ช้ำเล็กน้อย หรือกดเจ็บเป็นเส้นๆ ตามแนวยิงได้ ซึ่งมักหายเองภายในไม่กี่ชั่วโมง/ไม่กี่วัน บางรายอาจมีอากการตึงๆ หรือชาเล็กน้อยหลังทำประมาณ 1 – 2 สัปดาห์.
- ถ้าใช้เครื่องไม่แท้ หรือทำกับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ มีความเสี่ยงเรื่องยิงผิดชั้นผิว ทำให้เกิดผิวไหม้ แผลพุพอง รอยบุ๋ม หรือในกรณีที่รุนแรงมาก อาจมีภาวะทำลายไขมันใต้ผิวหรือกระทบกับเส้นประสาทได้ แม้จะพบไม่บ่อยแต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกคลินิกและแพทย์ให้ดี
ข้อห้าม หลังทำ โปรแกรม Ulthera Prime?
- เลี่ยงการกด นวด ถูหน้าแรงๆ บริเวณที่ทำ
- งดออกกำลังกายหนักๆ และซาวน่า/อบไอน้ำช่วงแรก
- หลีกเลี่ยงแดดจัด และห้ามลืมทากันแดดทุกวัน
- งดสกินแคร์ผลัดเซลล์แรงๆ ( AHA/BHA/Retinol ) ชั่วคราว
- งดเลเซอร์/หัตถการร้อนๆ บนหน้า ตามที่แพทย์แนะนำ
- โปรแกรม Ulthera Prime ที่ Medisci ดียังไง?
- ที่ Medisci เรามีการวิเคราะห์ผิวเชิงลึกก่อนการรักษา ด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์ผิวแบบ 3 มิติ ที่ช่วยประเมินชั้นเนื้อเยื่อ และช่วยวางแผนตำแหน่งการรักษาได้อย่างแม่นยำ
- ที่ Medisci เรา Customized เทคนิคการรักษาเฉพาะบุคคล กำหนดจำนวน lines, ระดับความลึก และ transducer ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน ไม่ใช่ standard package เดียวสำหรับทุกคน
- ที่ Medisci เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์กว่า 30 ปี ซึ่งผลลัพธ์ของการทำ Ultherapy Prime จะขึ้นอยู่กับ operator skill อย่างมาก
- ที่ Medisci เราเน้นแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเริ่มตั้งแต่การประเมินว่าปัญหาอยู่ที่ชั้น SMAS, dermis หรือ volume loss ก่อนเลือกทำการรักษาที่ตรงจุด
- ที่ Medisci เรามีบริการให้คำปรึกษาหลังการรักษาอย่างใส่ใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาว และตอบโจทย์กับความคาดหวังของคนไข้ทุกท่านมากที่สุด
Q&A คำถามที่พบบ่อย โปรแกรม Ulthera Prime?
ทำ Ulthera Prime แล้วเห็นผลเมื่อไร ?
ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกผิวตึงและยกขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำประมาณ 20 – 30% โดยจะเห็นผลชัดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงประมาณ 2 – 3 เดือน เมื่อ collagen และ elastin ถูกกระตุ้นและสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ ส่วนผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละคน
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยปกติทำเพียง 1 ครั้งต่อโปรแกรมก็เห็นผลชัดเจน เพราะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนลึกในผิวชั้น SMAS อย่างแม่นยำ ไม่จำเป็นต้องทำถี่ แต่สามารถทำซ้ำได้ปีละ 1 – 3 ครั้ง หรือเมื่อเริ่มรู้สึกว่าผิวหย่อนลงอีกครั้ง
Ulthera Prime เจ็บไหม?
ระหว่างทำอาจรู้สึกจี๊ดๆ หน่วงๆ อุ่นลึกใต้ผิว โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าและใต้คาง แต่รุ่น Prime ออกแบบมาให้ยิงได้ไวและเสถียรกว่ารุ่นเดิม ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกว่าเจ็บน้อยลง หรือหากอยากทายาชาและประคบเย็นร่วมด้วย ก็ช่วยลดความเจ็บลงได้ดีมาก
หลังทำต้องพักฟื้นไหม ใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือเปล่า?
แทบไม่มี downtime โดยหลังทำทันทีอาจมีอาการแดง ตึงๆ หรือบวมเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่สามารถแต่งหน้า กลับไปทำงาน และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่อาจมีอาการเจ็บหรือรู้สึกเมื่อยลึกๆ ได้ โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าหรือ jawline ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แค่หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ งดโดนความร้อนจัด และแสงแดดจัดใน 48 – 72 ชั่วโมงแรก และหมั่นทา sunscreen สม่ำเสมอ เนื่องจากผิวหลังทำยังคงอ่อนแอกว่าปกติชั่วคราว
เหมาะกับอายุเท่าไหร่ และผิวแบบไหน?
เหมาะกับคนอายุประมาณ 25 – 60 ปี ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด คิ้วตก มีเหนียง หรืออยากป้องกันความหย่อนคล้อยล่วงหน้า ซึ่งสามารถทำได้ทุกสีผิว เพราะเป็นคลื่นอัลตราซาวนด์ไม่ใช่แสง จึงไม่ทำให้ผิวไวต่อแดด และไม่เสี่ยง pigmentation เหมือน laser เหมาะกับผิวคนเอเชียโดยเฉพาะ
ทำ Ulthera Prime แล้วทำหัตถการอื่นร่วมกันได้ไหม?
ได้ และแนะนำให้ทำในหลายๆ เคส ส่วนใหญ่สามารถออกแบบร่วมกับหัตถการอื่น เช่น โบทูลินัมท็อกซิน ฟิลเลอร์ เลเซอร์ RF หรือ Morpheus8 ได้ เพื่อผลลัพธ์แบบครบทุกมิติ โดยทั่วไปควรเว้น 2 – 4 สัปดาห์ ก่อนทำหัตถการอื่นบริเวณเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขึ้นกับลำดับและช่วงเวลาที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม จึงควรให้แพทย์ประเมินและวางแผนรวมให้เป็นเคสๆ ไป
มุมมองแพทย์เฉพาะทาง
Ulthera Prime โดดเด่นที่ real – time visualization ที่ช่วยให้แพทย์เห็นชั้นเนื้อเยื่อขณะรักษา ช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความแม่นยำ ซึ่งแตกต่างจาก HIFU ทั่วไปที่ฉีดแบบ “blind” และจาก FDA body indication ใหม่ปี 2025 ทำให้เป็นเครื่องเดียวที่ FDA – cleared สำหรับทั้ง face, neck และ body ไปพร้อมกัน
การเลือกทำ Ulthera Prime ไม่ใช่แค่การยกกระชับผิว แต่คือการเลือกลงทุนให้กับตัวเอง เพื่อภาพลักษณ์ระยะยาว ซึ่งหากคุณกำลังมองหาผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล แนะนำให้เข้ารับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ Medisci เพื่อรับการออกแบบและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาแบบ Private Consultation ได้แล้ววันนี้






